
มท.2 “พลพีร์” มอบแนวทางขับเคลื่อนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี กรมการพัฒนาชุมชน เดินหน้าสร้าง Supply Chain ชุมชน แก้หนี้ค้างชำระ เสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจสตรีไทย
วันที่ 11 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. ณ ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางขับเคลื่อนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี กรมการพัฒนาชุมชน เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์และมอบแนวทางการบริหารจัดการเงินทุนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีทีมที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นางสาวสุขนันทิพย์ ศรีสมวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาทุนและองค์กรการเงินชุมชน ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี กรมการพัฒนาชุมชน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมหารืออย่างพร้อมเพรียง
ในการประชุม นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ร่วมกับทีมที่ปรึกษา ได้มอบแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนงานกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี จำนวน 5 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย
1. การต่อยอดธุรกิจแบบ Supply Chain สำหรับกลุ่มผู้กู้ที่ประสบความสำเร็จและผู้กู้รายใหม่ ให้กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีปรับบทบาทจากการเป็นเพียงแหล่งเงินทุน ไปสู่การเป็นผู้สนับสนุนการพัฒนาอาชีพและธุรกิจอย่างครบวงจร
2. การบริหารจัดการและลดหนี้เกินกำหนดชำระ ให้ศึกษารูปแบบการบริหารจัดการหนี้จากหน่วยงานที่ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาหนี้เสีย จัดทำหลักสูตรเสริมสร้างความรู้ด้านการบริหารจัดการหนี้ให้แก่ทั้งเจ้าหน้าที่และลูกหนี้ รวมถึงจำแนกกลุ่มลูกหนี้ตามลักษณะและสถานการณ์ของหนี้ เพื่อนำไปสู่การออกแบบมาตรการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด
3. การวางมาตรการป้องกันปัญหาหนี้ค้างชำระในอนาคต ควรกำหนดเงื่อนไขการปล่อยกู้ให้มีความรัดกุมขึ้น เพื่อให้เงินทุนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดรายได้อย่างแท้จริง
4. การบริหารเงินกองทุนให้เติบโต เพื่อนำมาช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านการบริหารกองทุน และเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินของกองทุนในระยะยาว
5. จัดตั้งกลุ่มประสานงานภารกิจเร่งด่วนผ่านระบบสื่อสารออนไลน์ เพื่อติดตามและขับเคลื่อนงานอย่างใกล้ชิด
นายพลพีร์ สุวรรณฉวี กล่าวว่า กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี กรมการพัฒนาชุมชน ต้องทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจให้แก่สตรีไทย ตั้งแต่การวางแผนธุรกิจ การเชื่อมโยงเครือข่ายทางการค้า การสร้างตลาดรองรับสินค้า ตลอดจนการเสริมสร้างวินัยทางการเงิน เพื่อให้สตรีไทยสามารถประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน อันจะนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ