กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย  จัดประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา”รอบคัดเลือกภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งเสริมการใช้-สวมใส่ผ้าไทย พัฒนาคุณภาพชีวิตและกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

วันที่ 17 กันยายน 2565 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา” และงานหัตถกรรม กิจกรรมที่ 1 ประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา” และงานหัตถกรรม ระดับภาค จุดดำเนินการที่ 4 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดอุดรธานี โดยมี นายสมคิด จันทมฤก อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายกองเอกปราโมทย์ ธัญพืช นายวันชัย จันทร์พร นายนิติพัฒน์ ลีลาเลิศแล้ว นายจำรัส กังน้อย รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม นายวิฑูรย์ นวลนุกูล รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นางวาสนา นวลนุกูล รองประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน นางจริญญา กังน้อย รองประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดอุดรธานี นางศุทธิกานต์ วงศ์สถิตจิรกาล รองประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดนครพนม ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ และสื่อมวลชน ร่วมในงาน โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย และดีไซน์เนอร์ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินการประกวด ได้แก่ ดร.ศรินดา จามรมาน นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ นายศิริชัย ทหรานนท์ นายภูภวิศ กฤตพลนารา ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ นายนุวัฒน์ พรมจันทึก ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน นายกรกลด คำสุข นายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข นางสาวแพรวา รุจิณรงค์ และนายพลพัฒน์ อัศวะประภา ร่วมในพิธีเปิด ณ โรงแรมมณฑาทิพย์ ฮอลล์ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า การประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา” และงานหัตถกรรมระดับภาค ที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้น้อมนำแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้ทรงมีพระปณิธานอันแน่วแน่ในการแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด แนวพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชนในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถือเป็นพื้นที่ที่ยิ่งน่าภาคภูมิใจ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งสายธารพระมหากรุณาของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงที่ทรงฟื้นฟูสิ่งที่เป็นรากเหง้าภูมิปัญญาความสามารถของพี่น้องในชนบท นั่นคือ “การทอผ้า” ให้กลับมาเป็นเครื่องมือในการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ จนกระทั่งก่อเกิดเป็น “กลุ่มทอผ้าไหมกลุ่มแรกของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” ที่ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม และกระจายไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ

ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามากกว่า 60 ปี ที่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงส่งเสริมให้ประชาชนได้ทอผ้า รื้อฟื้นนำเอาความรู้ความสามารถมาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิต แต่ทั้งนี้ “ผ้าไทย” ก็มีลักษณะเหมือนวัฏจักร (Bell Curve) ชีวิตคนเรา ที่เมื่อมีความเจริญเติบโต มีความแข็งแรง เรี่ยวแรงก็จะลดลงตามอายุขัย เมื่อเริ่มเข้มแข็งสูงสุด ก็จะเสื่อมถอยจนอ่อนแอ แต่นับเป็นความโชคดีของคนไทยทุกคน ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นแสงประทีปนำทางให้พวกเราได้เห็นแสงสว่าง เห็นช่องทาง วิธีการ และแนวทางที่ถูกต้อง ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยภูมิปัญญาหัตถศิลป์ หัตถกรรมผ้าไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเสด็จพระราชดำเนินใน 4 ภูมิภาค ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา อันเป็นการย้ำเตือนและพระราชทานกำลังใจให้พวกเราทุกคนในการเป็นข้าราชการที่ดีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีหน้าที่สำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้กับพี่น้องประชาชน ด้วยการน้อมนำพระราชดำริ “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยนำพื้นฐานจากสิ่งที่พี่น้องประชาชนเป็นอยู่ โดย“เข้าใจ” ทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน เข้าไปรู้สภาพข้อเท็จจริงในพื้นที่ ประเพณี วัฒนธรรม ความถนัด ความชอบ ของประชาชน สอดคล้องกับพระดำรัสของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ องค์ปฐมเสนาบดีที่ว่า “คนมหาดไทยต้องรองเท้าสึกก่อนก้นกางเกงขาด” “เข้าถึง” ด้วยการเข้าไปอยู่ในใจของประชาชนในพื้นที่ ดังที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงทำเป็นแบบอย่างให้กับพวกเราทุกคน แม้ว่าจะทรงมีพระราชกรณีกิจมากมายเพียงใดก็ตาม ด้วยการเสด็จไปพระราชทานกำลังใจ ให้คำแนะนำ เพื่อทำให้ประชาชนมีแรงบันดาลใจในการยกระดับ “พัฒนาตนเอง” ผ่านการ Coaching เช่น ทรงสอนในเรื่องความยั่งยืน โดยหากประชาชนทูลเกล้าฯ ถวายผ้าที่ย้อมจากสีเคมี แม้ว่าจะสวยเพียงใด พระองค์จะไม่ทรงรับเลย เพื่อทรงอธิบายว่า มันไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มันทำให้คุณภาพชีวิตคนที่สวมใส่ รวมถึงสุขภาพคนที่ย้อมผ้าเสียไปด้วย เป็นต้น

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ได้กล่าวอีกว่า การขับเคลื่อนการส่งเสริมผ้าไทยของกระทรวงมหาดไทย “ผ้าไม่ใช่เป้าหมายหลัก” แต่เป้าหมายหลักอยู่ที่ “คน” โดยต้องเริ่มที่ตัวเรา คือ “ผู้นำต้องทำก่อน” การจะไปพัฒนาผู้อื่น ต้องพัฒนาตัวเราก่อน ถ้าจะรณรงค์ให้ใครสวมใส่ผ้าไทย เราต้องสวมก่อน ข้าราชการต้องรอบรู้เรื่องผ้า รู้ถึงเหตุผลว่าทำไมเราต้องส่งเสริมเขา เพราะเรามีหน้าที่ทำให้เขาพ้นทุกข์และมีความสุขเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เขาไปพัฒนาคุณภาพชีวิตครอบครัวเขาต่อไป โดยหากพี่น้องประชาชนมีความรู้ความสามารถอยู่แล้ว เราก็ไปเสริมเติมองค์ความรู้ให้เกิดความยั่งยืนต่อไป ซึ่งสิ่งสำคัญในการทำงาน คือ อย่าคิดว่าเราเก่งคนเดียว ต้องมี “ทีม” เช่น ผ้าเป็นเรื่องแฟชั่นที่จำเป็นต้องเชิญคนที่มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์มาช่วยงาน เพื่อสร้างกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น วัยทำงาน คนทำงานในออฟฟิศ “เพราะเราไม่ได้เก่งทุกเรื่อง” เหมือนแขนงไม้ไผ่อยู่ตามลำพังมีความเปราะบาง ถูกหักได้ง่าย แต่ถ้ามีแขนงไม้ไผ่รวมกัน หักยังไงก็หักไม่ได้ เพราะแข็งแรง มีพลัง จึงจำเป็นต้องมีผู้รู้มาเป็นทีมขับเคลื่อน ซึ่งผู้รู้ที่พระองค์ท่านทรงเลือก คือ ผู้รู้ที่จะมาแก้ไขปัญหา แก้ไขจุดอ่อนของผ้าไทย คือ 1) คนอายุมาก ๆ ชอบซื้อมาสวมใส่ แต่คนที่มีกำลังซื้อที่เป็นวัยรุ่น ที่เป็นคนทำงานในออฟฟิศไม่ค่อยชอบ 2) ผ้าไทยมีความคลาสสิก ตัดเย็บมาก็จะเป็นแบบที่เราคุ้นตา แบบเดิม ๆ 3) ผ้าไทย เรามักสวมใส่ไปงานพิธี งานวัดงานวา ซึ่งทีมผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้จะช่วยเสริมเติมเต็มให้ผ้าไทยได้รับการพัฒนา ตั้งแต่เฉดสี รูปแบบการตัดเย็บ ให้สอดคล้องกับความต้องการของสมัยนิยม ดังที่พระองค์ท่านได้พระราชทานแนวพระดำริ “โครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก” ความหมายคือ “ใส่ได้ทุกโอกาส ทุกช่วงวัย ทุกเวลา” นั่นเอง

“รูปแบบวิธีการที่พระองค์ท่านพระราชทานคำแนะนำ ไม่ใช่เพียงแค่การไปพูดในห้องแล้วปล่อยให้ผู้เข้ารับการอบรมกลับไป แต่เป็นการ Learning by Doing หรือการฝึกทำ และได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ Coaching เช่น ที่บ้านดอนกอย พระองค์ทรงลงไป ลงไปพระราชทานคำแนะนำอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งในปัจจุบัน กลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านดอนกอย สามารถเพิ่มรายได้จากเดือนละ 700 บาท/คน กลายเป็นเดือนละ 12,000 บาท/คน ภายในระยะเวลา 3 เดือน แม้จะเป็นช่วงสถานการณ์โควิด-19 ก็ตาม สิ่งที่พระองค์ทรงลงไป “พัฒนาคน” ไม่ได้ยัดเยียดสิ่งใหม่ แต่เป็นการพัฒนาจากพื้นฐานเดิม อาทิเช่น ผ้าที่ดอนกอยมีลวดลายมากมาย พระองค์ท่านก็พระราชทานคำแนะนำให้ดัดแปลง ลดขนาด ช่องว่าง ปรับโทนสีให้สอดคล้องกับรสนิยมผู้บริโภค ซึ่งสิ่งสำคัญ คือ ต้องแสวงหาผู้รู้ ทำตัวให้เป็นรวงข้าวที่สุกแล้วโน้มลงหาพระแม่ธรณี อย่าเป็นรวงที่เมล็ดข้าวแฟบ ชูยอดหาพระอาทิตย์อย่างเดียว เราไม่ต้องทำเป็น ขอให้เรารู้วิธีการ งานก็จะดี สร้าง Story Telling เกิดการพัฒนา Branding Packaging Marketing เพิ่มมูลค่าสินค้า ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง แต่ใจต้องเปิดรับสิ่งที่ถูกต้อง จึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอทั่วประเทศ ได้ขยายผลให้มีศูนย์การเรียนรู้ที่รวบรวมแหล่งรวมวัตถุดิบ เป็นที่ทำงาน เป็นที่ศึกษาดูงาน และเป็นที่ขายของ อย่างครบวงจร อย่างน้อยพื้นที่ละ 1 แห่ง ด้วยการผลักดันเข้าไปในแผนพัฒนาทุกระดับ ทำให้เกิดการพัฒนาคน นำไปสู่การพัฒนาที่เป็นเท่าทวีคูณ” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเน้นย้ำ

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้ข้าราชการทุกคนได้น้อมนำ บทคำนำที่ได้พระราชทานในหนังสือดอนกอยโมเดลมาเป็นกำลังใจ และขยายผลให้สิ่งที่พระองค์ทรงทำให้ดูเป็นตัวอย่าง และทำให้เกิดประโยชน์เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งทำให้เกิดการพัฒนาตนเอง เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยการเป็นเจ้าของวัตถุดิบเองด้วย เพราะ Bio Circular Green Economy เศรษฐกิจสีเขียว มีนัยยะว่าเราสามารถผลิตเอง ใช้เองภายในประเทศ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม จะตัดเย็บที่ไหน เงินก็จะหมุนเวียนในประเทศทำให้เกิดความยั่งยืนแก่ชุมชนอย่างแท้จริง ตามแนวทางที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้พระราชทานไว้ให้และเกิดผลเป็นที่ประจักษ์แล้ว เพื่อพวกเราทุกคน จะได้ช่วยกันตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ด้วยการมุ่งมั่นปฏิบัติราชการเพื่อสร้างประโยชน์สุขให้เกิดกับพี่น้องประชาชน อันเป็นการปฏิบัติบูชาที่สนองดังพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามที่ปรากฏในปฐมบรมราชโองการ “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”

นายสมคิด จันทมฤก อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงออกแบบลายผ้า “ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา” โดยได้รับแรงบันดาลพระทัยจาก “ผ้าขิดลายสมเด็จ” อันเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาผ้าไทยให้มีความร่วมสมัย และเมื่อครั้งเสด็จทอดพระเนตรกลุ่มทอผ้าไหมกลุ่มแรกของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ผ้าไทย และงานหัตถกรรมชุมชน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม 2565 ณ วัดธาตุประสิทธิ์ และหอประชุมโรงเรียนนาหว้าพิทยาคม ตำบลนาหว้า อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ได้พระราชทานผ้าลาย “ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา” ผ่านปลัดกระทรวงมหาดไทย ด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และเป็นการต่อยอดการพัฒนาผ้าลายพระราชทาน ซึ่งกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้ดำเนินการส่งมอบแบบผ้าลายพระราชทาน “ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา” ให้กับกลุ่มทอผ้าใน 76 จังหวัด เพื่อนำไปเป็นต้นแบบและพัฒนาต่อยอดไปสู่เครื่องแต่งกาย ของใช้ ของประดับตกแต่ง ตามวิถีที่เป็นเอกลักษณ์ประจำถิ่น ตามแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” คือความสุขที่ได้เลือกใช้ศิลปะหัตถกรรมไทย เพื่อให้รายได้กลับเข้าสู่ชุมชน

นายสมคิด กล่าวต่อว่า กรมการพัฒนาชุมชนยังได้ดำเนินโครงการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา” ประกอบด้วย 3 กิจกรรม คือ กิจกรรมที่ 1 ประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา” และงานหัตถกรรม ระดับภาค กิจกรรมที่ 2 บันทึกและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานผ้าและงานหัตถกรรมที่ได้รับการคัดเลือก และกิจกรรมที่ 3 ติดตามสนับสนุนผู้ประกอบการผ้าไทย โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในเรื่องการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย รวมทั้งเพื่อเผยแพร่พระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ด้านการออกแบบเครื่องแต่งกาย สิ่งทอและการอนุรักษ์ผ้าไทยให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ มีเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการพัฒนาต่อยอดสร้างรายได้เพิ่มให้กับชุมชน

ทั้งนี้เพื่อคัดเลือกผ้าลายพระราชทาน “ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา” และงานหัตถกรรมจากพื้นที่ 4 ภูมิภาค ที่มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ จำนวน 150 ผลงาน รวมถึงเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ้าไทยและงานหัตถกรรมแต่ละประเภท ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายต่อไป

“กรมการพัฒนาชุมชน ได้มีการเปิดรับสมัครส่งผ้าลายพระราชทานเข้าประกวด จำนวน 14 ประเภท โดยเริ่มรับสมัครตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน – 19 สิงหาคม 2565  ณ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดและอำเภอ ในพื้นที่ภูมิลำเนาของผู้สมัคร ทั้งนี้ มีผู้สมัครส่งผ้าเข้าประกวด จำนวน 2,836 ผืน และงานหัตถกรรม จำนวน 283 ชิ้น แยกเป็น ภาคกลาง ประเภทผ้าจำนวน 232 ผืน ประเภทงานหัตถกรรมจำนวน 70 ชิ้น ภาคใต้ ประเภทผ้าจำนวน 242 ผืน ประเภทงานหัตถกรรมจำนวน 82 ชิ้น ภาคเหนือ ประเภทผ้าจำนวน 430 ผืน ประเภทงานหัตถกรรมจำนวน 62 ชิ้น และ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเภทผ้าจำนวน 1,932 ผืน ประเภทงานหัตถกรรมจำนวน 69 ชิ้น โดยกำหนดดำเนินการกิจกรรมประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา” และงานหัตถกรรม ระดับภาค จำนวน 4 จุดดำเนินการ ในพื้นที่ 4 ภูมิภาค ได้แก่ จุดดำเนินการที่ 1 ภาคใต้ จังหวัดสงขลา (ดำเนินการแล้ว) จุดดำเนินการที่ 2 ภาคกลาง จังหวัดชัยนาท (ดำเนินการแล้ว) จุดดำเนินการที่ 3 ภาคเหนือ (ดำเนินการแล้ว) จุดดำเนินการที่ 4 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 17 – 18 กันยายน 2565 ณ โรงแรมมณฑาทิพย์ ฮอลล์ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี และการประกวดรอบคัดเลือก ในวันที่ 26 กันยายน 2565 ณ ห้อง Meeting Room 1 -2 ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร โดยคัดเลือกผ้าให้คงเหลือ 150 ผืน เพื่อประกวดในรอบ Semi Final และรอบตัดสินในระดับประเทศ ต่อไป” อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าว

(Visited 1 times, 1 visits today)