ปมท. ตรวจเยี่ยมกรมการพัฒนาชุมชน หนุน ขรก. ใหม่ไฟแรง “สร้างศรัทธาที่เดินได้” ทำงานคู่กับประชาชน

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2564 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการปฏิบัติราชการให้กับข้าราขการกรมการพัฒนาชุมชน ณ ห้องประชุม 3001 ชั้น 3 กรมการพัฒนาชุมชน ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ กรุงเทพฯ โดยมี นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายสมคิด จันทมฤก อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายบรรจบ จันทรัตน์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย นายทรงกลด สว่างวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ช่วยราชการสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย รองศาสตราจารย์วรวรรณ โรจนไพบูลย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเชฐ โสวิทยสกุล ที่ปรึกษากรมการพัฒนาชุมชน ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน พัฒนาการจังหวัด พัฒนาการอำเภอ จำนวน 878 แห่ง และศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน 11 แห่ง ผ่านการประชุมออนไลน์ (ระบบ Zoom Meeting) โดยได้รับเมตตาจาก พระครูสมุห์วัชระ ภทฺทธมฺโม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร ร่วมประชุม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า วัตถุประสงค์ในการมาตรวจเยี่ยมในวันนี้ เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของปลัดกระทรวงมหาดไทยที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย และเพื่อเรียนรู้ ศึกษางานของกรมและรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งแก่นของการทำงานและถือเป็นเรื่องใหญ่ของการพัฒนางาน คือ ต้องเข้าใจในงาน แม่นยำในงาน และชัดเจนในงาน พร้อมมอบแนวทางการขับเคลื่อนงาน 4 ข้อ ได้แก่ 1) ต้องเสริมสร้างพลังของข้าราชการรุ่นใหม่ให้เกิดขึ้นควบคู่กับการถ่ายทอดประสบการณ์ทำงานจากข้าราชการรุ่นพี่ เพราะข้าราชการใหม่มีพลังในการทำงาน มีไฟแรง และข้าราชการเก่าที่มีประสบการณ์ยังมีไฟอยู่ ต้องดึงเอาไฟในตัวออกมาช่วยเหลือสังคมให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ต้อง challenge ศักยภาพเพื่อพัฒนาองค์กรไปเสริมสร้างประโยชน์ ฝากศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน ทั้ง 11 แห่ง ช่วยสนับสนุนให้น้องๆ ได้ทำงานเต็มที่เพื่อตอบสนองการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน นอกจากนี้ ต้องเป็นภาคีเครือข่ายให้พี่น้องประชาชนได้มีความสามารถพัฒนาตนเองและครอบครัวให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ต้องเข้าใจว่าแก่นแท้ของการทำงานพัฒนาชุมชนอยู่ที่คน บุคลากรของกรมการพัฒนาชุมชนต้องเข้าใจงาน สร้างให้เกิดศรัทธาที่เดินได้ ทำงานร่วมกับ (work with) ประชาชน 2) ต้องมีภาคีเครือข่าย ทั้ง 7 ภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคศาสนา ภาคประชาชน ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคสื่อสารมวลชน ซึ่งมีรากฐานมาจากความรัก ความศรัทธาในตัวคนและงานของกรมการพัฒนาชุมชน นำไปสู่ “สามัคคีคือพลัง” เราต้องเป็นเหมือนรวงข้าวที่เหลืองอร่ามในท้องทุ่ง และโน้มตัวลงไปหาประชาชน เพื่อให้เกิดพลานุภาพในงาน 3) ปรับโครงสร้างให้เข้ากับงาน และบูรณาการกระบวนงานใหม่ ต้องจัดกลุ่มงานให้ได้ และดึงภาคีเครือข่ายเข้ามามีส่วนร่วม 4) ทุกสำนัก/กองและจังหวัด ต้องช่วยกันทำหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของการเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา นั่นคือ “การทำให้ผู้บังคับบัญชาทำในสิ่งที่ผู้ใต้บังคับบัญชาคิดริเริ่มและอยากให้ทำและต้องเป็นสิ่งที่ดี (Change for Good)” ได้แก่ 1. หน้าที่หลักงานประจำที่มีอยู่ 2. งานที่คิดริเริ่มใหม่ที่อยากให้เกิดขึ้น โดยต้องโน้มน้าวใจผู้บังคับบัญชาให้คล้อยตาม นอกจากนี้ ต้องให้ความสำคัญกับภาคีเครือข่ายสื่อมวลชน ที่เป็นภาคีที่มีพลัง ซึ่งทุกวันนี้ประชาชนและทุกคนเป็นสื่อมวลชนอยู่แล้ว และต้องมองเป้าหมายการทำงานให้ชัด เพราะความสำเร็จของการพัฒนาคน คือ ทำให้คนไปพัฒนาครอบครัว พัฒนาชุมชน พัฒนาสังคม และพัฒนาประเทศชาติ ให้เกิดความยั่งยืน ตามเป้าหมายของ SDGs

นายสมคิด จันทมฤก อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดเผยว่า กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2505 มีภารกิจสำคัญ คือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในชนบท ด้วยการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการพัฒนาตนเองของประชาชน โดยมีพัฒนากรเป็นผู้สนับสนุน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า “พัฒนากรต้องทำงานกับประชาชน มิใช่ทำให้ประชาชน” เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งของชุมชน และเปลี่ยนสู่ความยั่งยืน (Change for Good) ผ่านกระบวนการสร้างคุณค่า ด้วยการเชื่อมโยงงานสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เริ่มจากระดับบุคคล ครัวเรือน โดยการสร้างสัมมาชีพชุมชน เพื่อให้คนในชุมชนได้รับการพัฒนาอาชีพตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีเป้าหมายให้ครัวเรือนมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง ระดับกลุ่ม ขับเคลื่อนโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) เพื่อให้ครัวเรือนสัมมาชีพได้รับการพัฒนาเข้าสู่การลงทะเบียนเป็นผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ระดับเครือข่าย เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ดำเนินการภายใต้การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ เพิ่มศักยภาพชุมชนในการสร้างธุรกิจชุมชน บูรณาการภาคีสนับสนุนชุมชน โดยขับเคลื่อนภารกิจสำคัญให้ก้าวไปสู่วิสัยทัศน์ “เศรษฐกิจฐานรากมั่นคงและชุมชนพึ่งตนเองได้ ภายในปี 2565” มีผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติราชการประจำปี ภายใต้ 4 ประเด็นการพัฒนา ได้แก่ 1) สร้างสรรค์ชุมชนพึ่งตนเองได้ มีเป้าหมาย ชุมชนมีศักยภาพในการบริหารจัดการและพัฒนาตนเองสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และมีความสุข 2) ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้ขยายตัวอย่างสมดุล มีเป้าหมาย เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งอย่างสมดุลและยั่งยืนด้วยนวัตกรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นเชื่อมโยงการท่องเที่ยวชุมชน 3) เสริมสร้างทุนชุมชนให้มีธรรมาภิบาล มีเป้าหมาย ชุมชนสามารถจัดการทุนชุมชนเพื่อเป็นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และ 4) เสริมสร้างองค์กรให้มีขีดสมรรถนะสูง มีเป้าหมาย คือ องค์กรมีสมรรถนะสูงในการบริหารการพัฒนาชุมชน

อธิบดีฯ กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้กรม ฯ อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างสำนัก กอง ศูนย์ฯ โดยมีการยกระดับให้สถาบันการพัฒนาชุมชนเป็นศูนย์เรียนรู้ให้กับชุมชนร่วมกับภาคี สำหรับนโยบายการแก้ไขปัญหาความยากจนเป็นอีกเรื่องที่สำคัญตามนโยบายของรัฐบาลและภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทย ต้องดำเนินการภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2564 เพื่อจัดเก็บข้อมูล หลังการตรวจสอบข้อมูลเรียบร้อยก็จะเป็นเรื่องจัดทำข้อมูลของครัวเรือน และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งดำเนินการร่วมกับทุกภาคส่วน ร่วมกับคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ เพื่อที่จะช่วยเหลืองานเบื้องต้นให้ได้ สำหรับการสร้างความเข้มแข็งของกองทุน อาทิ กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีตั้งเป้า ปี 2565 ต้องมีหนี้ค้างชำระไม่เกินร้อยละ 5 เป็นต้น

ด้านรองศาสตราจารย์วรวรรณ โรจนไพบูลย์ ที่ปรึกษากรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า กรมการพัฒนาชุมชนคือความหวังของประชาชน และการขับเคลื่อนงานของกรมการพัฒนาชุมชนถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศ และเป็นการสนองงานของแผ่นดิน ผ่านการขับเคลื่อนโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง โครงการโคก หนอง นา พัฒนาชุมชน เป็นต้น ซึ่งโครงการเหล่านี้ ล้วนเป็นการช่วยเหลือ และสร้างงานสร้างอาชีพ พัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำสงครามกับความยากจน ซึ่งถือเป็นความท้าทายของชาวกรมการพัฒนาชุมชน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเชฐ โสวิทยสกุล ที่ปรึกษากรมการพัฒนาชุมชน กล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมางานของกรมการพัฒนาชุมชนมีความเด่นชัดและตอบโจทย์ในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนอยู่ก่อนแล้ว เราจะต้องเชื่อมโยงงานให้เข้ากับภารกิจในภาพรวม เพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นำบทเรียนของการทำงานที่ผ่านมา ทั้งในส่วนการบริหารโครงการ การดำเนินโครงการในแต่ละจังหวัด มาถอดบทเรียน และมองดูว่าปัญหาที่เจอจะแก้ไข เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากขึ้นอย่างไร รวมถึงในด้านระบบฐานข้อมูลที่ยังกระจายกันอยู่ ซึ่งเราจะต้องมาร่วมกันออกแบบ ให้สามารถนำฐานข้อมูลที่มีอยู่มาใช้ประโยชน์ให้เต็มประสิทธิภาพเพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนไปสู่เป้าหมายในการพัฒนาต่อไป

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า พวกเราทุกคนต้องช่วยกัน Change for Good เพื่อให้ประเทศชาติเต็มไปด้วยความสุข ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีเศรษฐกิจฐานรากที่มั่นคงให้จงได้ ภายในปี 2565 ตามวิสัยทัศน์ของกรมการพัฒนาชุมชน ต้องระลึกเสมอว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้พี่น้องประชาชนเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน สามารถที่จะดูแลชีวิต ครอบครัว ชุมชน สังคมได้ เรามีหน้าที่พัฒนาคน คนจะได้ไปพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อให้คนที่เราไปพัฒนาได้มั่นใจว่า ทุกสิ่งสามารถ Change for good ได้

“ความสำเร็จของงานอยู่ที่เราเป็นตัวตั้ง เพราะเราเป็นคนพัฒนาชุมชน เราจำเป็นต้องขวนขวาย วิ่งเข้าไปหาภาคีเครือข่ายมาเป็นแนวร่วม เป็นกำลัง เป็นผู้ที่แสดงออกซึ่งจิตอาสาในการที่จะช่วยกันในพัฒนาพี่น้องประชาชนให้มีความรู้ ความสามารถ ดึงเอาศักยภาพของพี่น้องประชาชนออกมาพัฒนาคุณภาพชีวิต และขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องทุกคน ผมจะเป็นภาคีเครือข่ายร่วมกับทุกท่านในการขับเคลื่อนงาน Change for Good ไปกับทุกคน และขอให้ทุกท่านได้รับสิ่งที่ดีงาม และมีความสุข” นายสุทธิพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

#WorldSoilDay
#GlobalSoilPartnership
#UNFAO
#CDD
#SEPtoSDGs
#SDGforAll@Kmitl
#กรมการพัฒนาชุมชน

(Visited 1 times, 1 visits today)