พช. จัดกิจกรรมน้อมรำลึกเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

วันศุกร์ที่ 23 เมษายน 2564 นางวิไลวรรณ ไกรโสดา รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานพิธีถวายราชสักการะเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตสมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดยมีคณะผู้บริหารข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมพิธี ณ ห้องสัมมนา 3003 ชั้น 3 กรมการพัฒนาชุมชน

ในการนี้รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้กล่าวถวายราชสดุดี ความว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงพระราชสมภพ ณ พระราชวังจันทน์ เมื่อปีพุทธศักราช 2098 พระองค์ทรงเป็นวีรกษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถอย่างล้ำเลิศมีพระอัจฉริยภาพและฝีพระหัตถ์ในทางการรบ และเชี่ยวชาญในอาวุธทุกชนิดทรงตรากตรำพระวรกายในการทำศึกสงคราม ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์โดยมิได้ว่างเว้น นับตั้งแต่พระชนมายุ 16 พรรษา ทรงสามารถขับไล่กองทัพพระยาจีนจันตุจนแตกพ่ายไป ในปีพุทธศักราช 2124 ทรงแสดงแสนยานุภาพในการยกกองทัพเข้าตีเมืองคัง ที่ตั้งอยู่บนเขาสูง และได้รับชัยชนะอย่างง่ายดาย จนถึงปีพุทธศักราช 2127 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงประกาศอิสรภาพที่เมืองแครง ว่าตั้งแต่วันนี้กรุงศรีอยุธยาขาดทางไมตรีกับกรุงหงสาวดี มิได้เป็นมิตรกันดังแต่ก่อนต่อไป การกระทำเช่นนี้ถือได้ว่าเป็นการประกาศอิสรภาพของไทย หลังจากประกาศอิสรภาพแล้ว ก็ได้กรีฑาทัพเข้าสู่ชานเมืองหงสาวดี และรวบรวมคนไทยกลับมาได้ อีกทั้งยังสามารถใช้พระแสงปืนยาวยิงข้ามแม่น้ำสะโตง ถูกแม่ทัพของพม่าที่ติดตามมาซึ่งนั่งอยู่บนคอช้างจนเสียชีวิตทำให้ทัพพม่าถอยกลับไป และพระแสงปืนที่ทรงใช้ในวันนั้น ได้ปรากฏนามว่า “พระแสงปืนข้ามแม่น้ำสะโตง” ซึ่งถือว่าเป็นอาวุธที่จัดอยู่ในพระแสงอัษฎาวุธ อันเป็นเครื่องราชูปโภคสำหรับพระมหากษัตริย์สืบมาจนบัดนี้ และในปีเดียวกันทรงได้รับชัยชนะในการทำสงครามกับพระยาพะสิม ที่เมืองกาญจนบุรี จนถึงปีพุทธศักราช 2129 พระเจ้านันทบุเรง ยกทัพใหญ่มาล้อมกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรทรงได้ใช้วิจารณญาณอันล้ำเลิศ วางแผนป้องกันเมืองโดยการจัดกองโจร ออกตัดการลำเลียงเสบียงและออกไปปล้นข้าศึก เพื่อมิให้ข้าศึกมีเวลาพักผ่อน พม่าได้ล้อมกรุงศรีอยุธยานานถึงห้าเดือน แต่ไม่สามารถตีได้จึงล่าทัพกลับไป กรุงศรีอยุธยาว่างศึกได้เพียงสามปี จนล่วงถึงปีพุทธศักราช 2133 สมเด็จพระนเรศวรขึ้นครองราชย์ พระเจ้านันทบุเรง จึงยกทัพเข้าตีกรุงศรีอยุธยาครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง และในครั้งนี้ สมเด็จพระนเรศวรได้ทรงเปลี่ยนยุทธวิธีการรบ จากการตั้งรับมาเป็นฝ่ายรุก โดยพระองค์ยกกองทัพออกไปตั้งรับที่ลำน้ำท่าคอย และหลอกล่อให้กองทัพพม่า รุกไล่ให้เข้าไปในวงล้อมที่พระองค์วางทัพรออยู่ ซึ่งผลของการรบครั้งนั้นทำให้พระยาพุกามตายในที่รบ พระยาพะสิมถูกจับ ส่วนพระมหาอุปราชาถอยหนีไป
ในวันที่ 18 มกราคม ปีพุทธศักราช 2135 สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำสงครามยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาจนได้รับชัยชนะ ทำให้พระบรมเดชานุภาพ แผ่ไพศาลไปทั่วปฐพี หลังจากศึกสงครามยุทธหัตถีนี้แล้ว ได้ทรงปราบปรามหัวเมืองมอญฝ่ายใต้ ได้เมืองตะนาวศรี มะริด และทวาย ปีพุทธศักราช 2138 และ 2142 ทรงกรีฑาทัพ ไปตีเมืองหงสาวดี ได้เมืองเมาะลำเลิง แล้วทรงยกทัพไปถึงเมืองหงสาวดี และเมืองตองอู จนหัวเมืองไทยใหญ่ทั้งปวง ยอมขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยาในปีพุทธศักราช 2148 พระเจ้าอังวะมีอำนาจขึ้น จึงขยายอาณาเขตเข้ามาทางแคว้นไทยใหญ่ สมเด็จพระนเรศวรยกทัพไปยังเมืองห้างหลวง และประชวรหนักจนเสด็จสวรรคต เมื่อเดือน 6 ขึ้น 8 ค่ำ ปีมะเส็ง พุทธศักราช 2148 พระชนมายุ 50 พรรษา อยู่ในราชสมบัติ 15 ปีจากวันนั้นถึงวันนี้ แม้พระองค์จะได้เสด็จสวรรคตมานานกว่า 400 ปี แล้วก็ตาม พสกนิกรไทยทั้งมวล ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และพระเกียรติคุณของพระองค์ที่ทรงพระปรีชาสามารถ กล้าหาญ เด็ดเดี่ยว ขับไล่อริราชศัตรูตลอดพระชนม์ชีพ เพื่อสร้างความเป็นเอกราชให้แก่ชาติไทย และเป็นมหาวีรกรรมที่เลื่องลือปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ตราบจนทุกวันนี้

(Visited 1 times, 1 visits today)